การพัฒนาตนเองในด้านต่าง ๆ

พัฒนาตนเอง

การพัฒนาทักษะทางด้านสังคมให้เหมาะสมกับตัวคุณ

ทักษะทางสังคม เป็นกลุ่มของทักษะต่างๆที่ใช้ในการปฏิสัมพันธ์และการสื่อสารระหว่างกันในสังคม อันได้แก่ ทักษะการสื่อสาร การพูด การฟัง การทำงานร่วมกันเป็นทีม ฯลฯ รวมทั้งความสามารถในการเข้าใจถึงสถานการณ์ที่หลากหลาย กฎกติกาต่างๆในสังคม ความสามารถในการรู้จักผู้อื่นและการคิดคำนึงถึงคนรอบข้างอย่างเข้าอกเข้าใจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในทางบวกให้เกิดขึ้นเป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นสำหรับทุกเพศทุกวัย ทั้งวัยเด็กที่ต้องการการพึ่งพา การเรียนรู้สิ่งใหม่ในชีวิต วัยรุ่นที่ต้องการการยอมรับจากเพื่อนฝูงคนรอบข้าง วัยผู้ใหญ่ที่เริ่มสร้างครอบครัวและต้องการความสำเร็จในหน้าที่การงาน ทักษะสังคมเป็นทักษะที่จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนอย่างเป็นระบบเช่นเดียวกับทักษะอื่นๆ การพัฒนาทักษะทางสังคมนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อคุณได้มีโอกาสเข้าสังคมบ่อยๆ เช่น ไปงานพบปะสังสรรค์เลี้ยงรุ่น เป็นต้น ดังนั้นคุณจึงควรเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ไปงานกับเพื่อนหรือคนรู้จักใกล้ชิดแล้วเรียนรู้โดยการสังเกตดูว่าในงานนั้นคนทั่วไปเขาแต่งตัวกันอย่างไร เริ่มต้นทำความรู้จักหรือทักทายกันอย่างไร มารยาทสังคมที่จำเป็นมีอะไรบ้าง ท่าทีการวางตัวทำอย่างไร นอกจากนี้ควรสังเกตเรื่องที่พูดเนื้อหาที่พูดเรื่องใดเป็นเรื่องที่คนสนใจ สำหรับคนที่เริ่มเข้าสังคมทักษะแรกที่คุณสามารถทำได้คือ การฟังด้วยความตั้งใจ และจากประสบการณ์ที่ได้รับ คุณก็สามารถเลือกทำในสิ่งที่จะเหมาะสมกับตัวคุณได้ต่อไป เป็นความสามารถในการรู้จัก เข้าใจ สร้างสรรค์และประสาน ความรู้สึก ความต้องการ ความสัมพันธ์ ตลอดจนแก้ปัญหาและจัดการกับการปฏิสัมพันธ์ของบุคคลที่มีต่อกัน ทักษะทางสังคมประกอบด้วยกลุ่มของทักษะต่างๆที่ใช้ในการปฏิสัมพันธ์และการสื่อสารระหว่างกันของบุคคลในสังคมได้แก่ ทักษะการสื่อสาร การพูด การฟัง การทำงานร่วมกัน ความสามารถในการเข้าใจถึงสถานการณ์ที่หลากหลาย กฎกติกาต่างๆในสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในทางบวกให้เกิดขึ้น เป็นทักษะหนึ่งที่สำคัญและจำเป็นทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชนและสังคม เป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับบุคคลทุกเพศ ทุกวัย เพื่อใช้ในการปฏิสัมพันธ์ ติดต่อสื่อสาร และการอยู่ร่วมกันของบุคคลในสังคม บุคคลที่มีทักษะทางสังคมดีจะสามารถอยู่ร่วมกับบุคคลในครอบครัว ชุมชน และสังคมได้อย่างมีความสุข

การตั้งเป้าหมายถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำงาน

ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้จะต้องเป็นคนที่มีหัวใจของการพัฒนาอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบุคลิกลักษณะ พฤติกรรม หรือแม้แต่วิธีการทำงาน โดยต้องเป็นผู้ที่มีการสำรวจและประเมินความสามารถของตนเองอยู่ตลอดเวลา คอยตรวสอบว่าเรามีจุดแข็งและจุดบกพร่องในด้านใดบ้างและพยายามที่จะหาทางพัฒนาจุดแข็งและปรับปรุงจุดบกพร่องของตนให้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังต้องเป็นคนที่ไม่ยึดติดกับวิธีการหรือขั้นตอนการทำงานแบบเดิมๆ โดยควรจะหาเทคนิคและแนวทางใหม่ๆเพื่อพัฒนาการทำงานของตนเองให้ดีขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอยู่เสมอ เป้าหมายเป็นปลายทางที่ต้องให้ไปถึง ไม่ว่าจะในชีวิตการทำงานหรือในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการกำหนดเป้าหมายในการทำงานนั้นถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำงาน เพราะในการบริหารงานใดๆก็ตามมักจะเน้นที่ความสำเร็จตามที่ได้ตั้งใจไว้หรือกำหนดไว้ ไม่ว่าจะกำหนดเอาไว้ในรูปแบบใดก็ตาม ถ้าทำงานแบบมีเป้าหมายว่างานแต่ละอย่างที่อยู่ในความรับผิดชอบมีเป้าหมายของความสำเร็จอยู่ ณ จุดใด ภายในเวลาเท่าใด ความชัดเจนของงานหรือการกำหนดแผนการปฏิบัติงานย่อมอยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้กว่าการที่จะปฏิบัติงานไปวันๆ หรือทำงานไปเรื่อยๆโดยไม่มีจุดหมายปลายทางของความสำเร็จ การตั้งเป้าหมายในการทำงานควรเป็นการตั้งเป้าหมายให้อยู่ในระดับที่สูงกว่าศักยภาพปกติของตนจะดำเนินการได้เพื่อให้เกิดการพัฒนาในการที่จะให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย ความสำเร็จต่างๆย่อมเกิดขึ้นได้ถ้าคุณมีความกระตือรือร้น และมีความตื่นตัวที่จะแสวงความรู้ใหม่ๆ การรับฟังข้อมูลข่าวสาร ปัญหาและอุปสรรคต่างๆที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาและอุปสรรคให้ประสบผลสำเร็จ โดยส่วนใหญ่คนที่มีความกระตือรือร้นจะเป็นคนที่ชอบลองผิดลองถูก มาทำงานก่อนเวลาเสมอเพื่อหาโอกาสค้นคว้าข้อมูลและหาความรู้เพิ่มเติม พยายามที่จะให้งานเสร็จก่อนหรือตรงตามเวลาที่กำหนด ซึ่งแตกต่างจากคนที่ขาดความกระตือรือร้น โดยส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ไม่อยากให้วันทำงานมาถึง รอคอยเวลาเลิกงานหรือเสร็จสิ้นสัปดาห์การทำงาน ทำงานเฉื่อย ไม่สนใจรับฟังข้อมูลข่าวสารใดๆเลย ขอเพียงให้งานของตนเองเสร็จเท่านั้นเพื่อที่จะได้กลับบ้านหรือไปที่ไหนๆตามที่ใจปรารถนา

การพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพ สู่ความสำเร็จในอนาคต

ความสำเร็จ หมายถึง การทำได้เสร็จในสิ่งที่ต้องการหรือหวังไว้ ซึ่งการจะทำอะไรได้คงจะต้องมีองค์ประกอบบางประการที่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่จะทำว่ามีความยากมากหรือน้อย และอาจขึ้นกับสิ่งที่หวังไว้ด้วยว่ามีความเป็นไปได้มากหรือน้อย อย่างไรก็ตาม การพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพและรู้จักตั้งระดับของความคาดหวังย่อมทำให้มีโอกาสที่ทำให้ตนเองมีความสมหวังกับสิ่งที่ทำได้ และข้อสำคัญคือถ้ารู้จักทำตนเองให้ทุกข์น้อยก็จะนำมาซึ่งความสำเร็จที่มีความสุข ข้อคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ที่อาจนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคตดังต่อไปนี้ 1.การตั้งเป้าหมายหรือการตั้งความหวังถูกต้องหรือไม่ การดำรงชีวิตของแต่ละคนจะมีความหมายคงจะต้องมีความหวังในชีวิตควบคู่กันไปโดยทั่วไประดับความหวังในแต่ละวัยอาจแตกต่างกัน แต่อย่างน้อยที่สุดก็คงหวังให้มีอาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้และมีความก้าวหน้า โดยมีฐานะระดับหนึ่งในสังคม ดังนั้น การตั้งเป้าหมายหรือตั้งความหวังต้องไม่สูงเกินไปหรือยากเกินไปกว่าความสามารถของตนเองที่จะทำได้ และต้องสอดคล้องกับความเป็นไปได้ในช่วงเวลาที่ตั้งใจ เช่น ถ้าตั้งใจจะมีอาชีพเป็นแพทย์หรือวิศวกรคงต้องทราบพื้นฐานของอาชีพนั้นๆ ว่าต้องมีทักษะอย่างไรโดยเฉพาะอาชีพข้างต้นคงจะต้องมีทักษะการคิดวิเคราะห์ที่เป็นระบบและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง ดังนั้น ถ้าขาดทักษะดังกล่าวก็อาจจะอยู่ในอาชีพนั้นอย่างมีความสุขได้ยาก ข้อสำคัญคือ ต้องรู้จักประเมินศักยภาพของตนเองว่ามีความสอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการหรือไม่ กล่าวคือ ศักยภาพที่แท้จริงของตนเองมีมากหรือน้อยในด้านใดบ้าง 2.การมีกระบวนการที่ยืดหยุ่นเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย การจะทำอะไรให้ได้เป้าหมายที่ต้องการคงต้องคำนึงถึงปัจจัยที่จะทำให้ได้เป้าหมายที่ตั้งไว้ ถ้าเป้าหมายที่ตั้งไว้เป็นเป้าหมายที่สูงก็อาจต้องการระยะเวลาที่จะบรรลุถึงเป้าหมายตลอดจนปัจจัยหลายอย่างที่ต้องทำ ดังนั้น การวางแผนที่ดีควรมีขั้นตอนที่ชัดเจนและควรกำหนดเวลาที่จะทำได้ในแต่ละขั้นตอน เมื่อเริ่มดำเนินการบางขั้นตอนอาจมีอุปสรรคบางประการจึงควรมีการยืดหยุ่นในแง่ของกำหนดการตลอดจนผลลัพธ์ที่คาดหวัง ซึ่งอาจจำเป็นต้องมีการปรับแผนการดำเนินการเป็นระยะให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง 3.การพัฒนาศักยภาพภายในของตนเองอย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่จำเป็นและขาดไม่ได้ในการดำเนินการเรื่องใหญ่คือ ปัญญา ซึ่งหมายถึง ความรอบรู้ ความรู้ทั่ว การจะเกิดปัญญาได้คงจะต้องมีสมาธิ ซึ่งหมายถึง ภาวะจิตมั่นคง จิตแน่วแน่ การฝึกสมาธิมีหลายรูปแบบซึ่งคงมีผลลัพธ์ที่จะทำให้ผู้ฝึกสมาธิมีความสงบในจิตใจเพื่อให้ใช้ภาวะที่เกิดศักยภาพสูงในความคิดสร้างสรรค์ทางด้านต่างๆ ที่ต้องการ การฝึกสมาธิที่ง่ายที่สุดคือ การสวดมนต์โดยเฉพาะบทสวดมนต์ที่ซึ่งมีคำสวดที่มีความมุ่งหมายดี เช่น บทเมตตาพรหมะวิหาระภาวนา (มหาเมตตาใหญ่) ซึ่งเป็น บทบันทึกเรื่องราวและบทพระธรรมเทศนาที่สำคัญตอนหนึ่งของพระพุทธเจ้า ซึ่งถูกจารึกไว้ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 31 หน้าที่ 34 ชื่อ เมตตากถา บทยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก และบทพระคาถาชินบัญชร เป็นต้น การที่จะมีสมาธิได้คงจะต้องมีศีลซึ่งโดยทั่วไปก็ควรถือศีล 5 ให้ได้ เพื่อให้เป็นคนที่มีระเบียบวินัยในการดำรงชีวิต มีจริยธรรมที่ดีงามและไม่ขัดต่อวัฒนธรรมอันดีงามของสังคม 4.การหาตัวแบบที่ตนเองชื่นชม การมีตัวแบบที่ดีทำให้การดำเนินการต่างๆ มีแนวปฏิบัติที่ดีและมีโอกาสพลาดน้อยลงเพราะแนวปฏิบัติที่ดีได้ผ่านการดำเนินการที่เหมาะสมมาแล้ว ผู้เขียนก็มีตัวแบบของบุคคลที่ควรเคารพนับถือและยึดเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตตลอดจนวิธีการทำงานซึ่งคงขออนุญาตเอ่ยนามท่านในที่นี้ คือ ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา.. Read More

บุคคลที่จะพัฒนาตนเองได้จะต้องเป็นผู้มุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงตัวเอง

การพัฒนาตนตรงกับภาษาอังกฤษว่า self-development แต่ยังมีคำที่มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่าการพัฒนาตน และมักใช้แทนกัน บ่อยๆ ได้แก่ การปรับปรุงตน การบริหารตนและการปรับตนหมายถึงการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เหมาะสมเพื่อสนองความต้องการและเป้าหมายของตนเอง หรือเพื่อให้สอดคล้องกับ สิ่งที่สังคมคาดหวังความหมายที่ 1 การพัฒนาตนคือการที่บุคคลพยายามที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนด้วยตนเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม เหมาะสมกว่าเดิม ทำให้สามารถดำเนินกิจกรรม แสดงพฤติกรรม เพื่อสนองความต้องการ แรงจูงใจ หรือเป้าหมายที่ตนตั้งไว้ความหมายที่ 2 การพัฒนาตนคือการพัฒนาศักยภาพของตนด้วยตนเองให้ดีขึ้นทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม เพื่อให้ตนเป็นสมาชิกที่มีประสิทธิภาพของสังคม เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ตลอดจนเพื่อการดำรงชีวิตอย่างสันติสุขของตน บุคคลที่จะพัฒนาตนเองได้ จะต้องเป็นผู้มุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงตัวเอง โดยมีความเชื่อหรือแนวคิดพื้นฐานในการพัฒนาตนที่ถูกต้อง ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมให้การพัฒนาตนเองประสบความสำเร็จ แนวคิดที่สำคัญมีดังนี้ มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่มีคุณค่าอยู่ในตัวเอง ทำให้สามารถฝึกหัดและพัฒนาตนได้ในเกือบทุกเรื่อง ไม่มีบุคคลใดที่มีความสมบูรณ์พร้อมทุกด้าน จนไม่จำเป็นต้องพัฒนาในเรื่องใดๆ อีก แม้บุคคลจะเป็นผู้ที่รู้จักตนเองได้ดีที่สุด แต่ก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยนตนเองได้ในบางเรื่อง ยังต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้อื่นในการพัฒนาตน การควบคุมความคิด ความรู้สึก และการกระทำของตนเอง มีความสำคัญเท่ากับการควบคุมสิ่งแวดล้อมภายนอก อุปสรรคสำคัญของการปรับปรุงและพัฒนาตนเอง คือ การที่บุคคลมีความคิดติดยึด ไม่ยอมปรับเปลี่ยนวิธีคิด และการกระทำ จึงไม่ยอมสร้างนิสัยใหม่ หรือฝึกทักษะใหม่ๆที่จำเป็นต่อตนเอง การปรับปรุงและพัฒนาตนเองสามารถดำเนินการได้ทุกเวลาและอย่างต่อเนื่อง เมื่อพบปัญหาหรือข้อบกพร่องเกี่ยวกับตนเอง บุคคลล้วนต้องการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ หรืออย่างน้อยก็ต้องการมีชีวิตที่เป็นสุขในสังคม ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายและความต้องการของตนเอง พัฒนาตนเองได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมโลก การพัฒนาตนจึงมีความสำคัญ

การสร้างเสริมบุคลิกภาพ

บุคลิกภาพเป็นสิ่งที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนเพราะสิ่งที่เราแสดงออกตลอดการใช้ชีวิตประจำวันก็คือบุคลิกภาพของเรานั่นเอง ซึ่งใช้เวลาหล่อหลอมขึ้นมาตั้งแต่เราเกิด สิ่งต่างๆที่เราได้เรียนรู้ พฤติกรรม การวางตัว สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อบุคลิกภาพของบุคคล ดังนั้นเราจึงควรสังเกตบุคลิกภาพของตัวเองหรือถามเพื่อน ไม่ก็คนในครอบครัวเพื่อช่วยสังเกตว่าเราควรแก้ไขบุคลิกภาพด้านใดหรือไม่ การฝึกฝนและแก้ไขบุคลิกภาพต้องใช้เวลายิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งต้องใช้เวลามากขึ้น ดังนั้นหากพบตั้งแต่เด็กหรือก่อนเข้าสู่วัยทำงานจะได้แก้ไขได้ทัน เพื่อให้เรามีบุคลิกภาพที่ดี มีความน่าเชื่อถือ